เพลงชมนุมวรรณศิลป์ มธ.
posted on 30 Nov 2009 20:46 by tu-bookclub in documentaries
เพลงชมนุมวรรณศิลป์ มธ.
รวบรวมโดยพี่อัฐ รหัส 29 และคณะ!!
รวบรวมโดยพี่อัฐ รหัส 29 และคณะ!!
รู้นะว่าชอบอาหารอีสาน....อย่ามาทำปากแข็ง!!!
เม็ดจี๊
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่านวันนี้เราก็มาพบกันอีกครั้งนะครับในจุลสารชุมนุมวรรณศิลป์ซึ่งคราวนี้เรามากับธีมที่มีชื่อว่า “ปากแข็ง” ครับ พอได้ยินคำนี้ผมก็คิดถึงเพลง “สาวลาดพร้าว”โดยสาวมาด เมกกะแดนซ์ ขึ้นมาทันที ดังนั้นวันนี้เลยจะพาเพื่อนๆผู้อ่านไปลองชิมร้านอาหารอีสานเปิดใหม่ในบริเวณมหาวิทยาลัยแถวรังสิตของเรากันครับ
ร้านนี้ตั้งอยู่ที่เพิงซึ่งอยู่ตรงข้ามกับหอ Twin town ครับเดินเลยร้าน Steak BKK ไปเพียงนิดเดียวเท่านั้นครับ ในร้านนี้จะขายอาหารอีสานหลายๆอย่างครับ เช่น ส้มตำ ลาบ น้ำตก ต้มแซบ เป็นต้น เพื่อนกฎสามารถเลือกสั่งได้ทั้งตำไทยและตำลาวเลยครับ
โดยทั่วไปแล้วร้านส้มตำในกรุงเทพฯมักจะหาร้านที่ทำตำลาวอร่อยๆถูกปากคนอีสานยากครับ แต่ว่าตำลาวร้านนี้ทำได้ออกมายังกับสั่งตรงมาจากขอนแก่นเลยครับ เพราะส้มตำลาวร้านนี้ใส่มะกอก(สุก)ลงไปตำด้วยครับซึ่งในกรุงเทพฯนี้เราจะพบเห็นไม่บ่อยนักที่จะมีร้านที่ใส่มะกอกลงไปตำด้วยทำให้คนอีสานหลายๆคนพอมากินส้มตำที่กรุงเทพฯแล้วรู้สึกไม่ถูกปาก
ส้มตำลาวหรือที่คนกรุงมักเรียกว่าตำปูปลาร้า จะมีรสเค็มมาจากปลาร้า รสเผ็ดมากจาก พริก รสเปรี้ยวมาจาก มะนาว มะเขือและมะกอก ซึ่งมะกอกนี่เองก็เป็นตัวที่ทำให้น้ำส้มตำออกมามีสีดำด้วย และส้มตำที่ได้ตามแบบที่กล่าวมานี้ก็อยู่ที่ร้านนี้นี่เองครับ
อีกทั้งร้านนี้ยังมีลาบและน้ำตกที่เป็นอาหารทานเคียงกับส้มตำได้เป็นอย่างดี เพียงแค่ปั้นข้าวเหนียงแล้วจ้ำกินกับลาบจะได้รสชาติข้าวเหนียวที่มีน้ำลาบคลุกเคล้ากันกับเนื้อหมูในปากเคียวไปมีความกรุบกรอบและความหอมของข้าวคั่ว ทานแล้วหวนนึกถึงอีสานบ้านเกิด(เอ๊ะ...เวอร์ไปไหมเนี่ย??)
แล้วร้านนี้ยังมีเครื่องเคียงอย่างไก่ทอดที่พอฉีกเนื้อไก่ลงไปจุ่มกับน้ำส้มตำแล้วจ้ำกินกับข้าวเหนียวแล้ว เกิดเป็นรสชาติความเข้ากันอย่างลงตัวของเนื้อไก่ทอดที่มีความมันตามด้วยรสเปรี้ยวและเผ็ดของส้มตำ แล้วยิ่งมีโค้กดื่มตามนี้เป็นสวรรค์น้อยๆในวงอาหารเลยทีเดียวครับ
ทิปเล็กน้อยๆที่อยากเราเอามาฝากครับลองสั่งเส้นก๋วยเตี๋ยวลวก(ที่อยู่ร้านติดกัน)มากินเคียงกับตำลาวดูสิครับ จะอร่อยไปอีกแบบครับ (มันเป็นการผสมผสานระหว่างสองวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว....เอ๊ะยังไง??....เอาน่า....ลองดูจะได้รู้)
เอาล่ะครับหมดหน้าแล้วครั้งนี้ก็คงต้องลากันไปเท่านี้พบกันใหม่ฉบับหน้านะครับ
บ้านน๊อก บ้านนอก ซุมเดอะแมน country
Lo society กินแต่วิสกี้ขาว
แกล้มเมล็ดถั่วลิสงฟังหมอลำ ล๊าว ลาว
แผนที่ครับ:
The Moderator
1.
ชู่ว….
….
…
..
.
ชู่ววว…
..
.
ผมส่งเสียงครั้งที่สอง
นั่นเป็นเสียงกระซิบ...ไม่ใช่กับใคร...ไม่ใช่กับตัวเอง...ไม่ใช่กับอะไรทั้งนั้น....
ไม่รู้สิ...ผมเพียงอยากจะส่งเสียงเพื่อให้แน่ใจว่าฟันหน้ายังอยู่ครบ
2.
ตัวผมไม่ใช่ชายหนุ่ม ไม่ใช่ชายวัยกลางคน ไม่ใช่ชายชรา ผมเป็นบางสิ่งหรือบางอย่างที่อยู่มานานเกินกว่ามนุษย์ใดในยุคก่อนจะจินตนาการได้ สิ่งที่โดยทางทฤษฎีเรียกว่า“ร่างกาย”ของผมถูกหล่อด้วยของเหลวชนิดพิเศษตั้งแต่หัวจรดเท้า บรรจุไว้ในโหลแก้วขนาดใหญ่ เรียงอยู่ในห้องใต้ดินซึ่งอยู่ลึกลงไปใต้ผิวโลกเป็นพันๆเมตร อัดเป็นตับร่วมกับเพื่อนมนุษย์อีกหมื่นแสน ไม่เคลื่อนไหว ไม่บุบสลาย ไม่แก่เฒ่า
มันดูราวกับเป็นการถนอมอาหาร หรือ อาจจะดูเหมือนการรวมตัวกันของซากวิทยาการอันเกินเลย ผิดเพี้ยน แต่สำหรับผม และมวลมนุษยชาตินี่คือ“วิถีชีวิต”
ทอดมองไปนอกโดมกระจก...ณ ตอนนี้ จะเห็นไอหมอกเคลื่อนตัวบนผิวโลก หนาทึบ เต็มไปด้วยก๊าซซัลเฟอร์ และคาร์บอนมอนออกไซด์ แม้จะมีออกซิเจนและโฮโดรเจนอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เพียงพอสำหรับมนุษย์ หรือแม้แต่จุลชีพ
แต่ทว่าความ"ตะแบง"และความดื้อดึงจนถึงที่สุดของมนุษย์ก็ทำให้วิถีการดำรงชีวิตที่พิลึกพิลั่นที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลกมนุษย์
ถ้าสิ่งที่ท่านกำลังเห็นเป็นเพียงโดมแก้วสีขาว ลอยเด่นอยู่กลางกลุ่มหมอกบนดาวเคราะห์เวิ้งว้างว่างเปล่า นั่นแสดงว่าท่านยังไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะมองเห็นถึงอีกด้านหนึ่ง เช่นเดียวกับยามที่ท่านมองกล่องลูกบากศ์ ท่านจะสามารถเห็นด้านต่างๆพร้อมกันได้ไม่เกินสามด้าน การมองเห็นพร้อมกันทั้งหกด้านย่อมเป็นสิ่งที่เกินความสามารถและความเข้าใจ
ณ อีกด้านหนึ่ง ซึ่งผมอยากจะอธิบายให้ท่านที่เป็นมนุษย์ยุคเก่าซึ่งหัวช้าเข้าใจได้ง่ายๆ ก็คือโลกของจิต เป็นโลกที่แม้จะแตกต่างจากโลกที่แท้จริงไปบ้างในแง่ของความสมจริงสมจัง แต่ส่วนใหญ่ก็มีความคล้ายคลึงกัน และผกผันไปตามความต้องการของมนุษย์
แรกเริ่มเดิมที ซึ่งอาจเป็นพันปีมาแล้วกระมัง เรามีเพียงบ้าน โรงพยาบาล ธนาคาร และห้องสมุด
ไม่มีพื้นที่เพาะปลูก เพราะการดื่มกินเป็นเรื่องเกิดความจำเป็นเมื่อร่างกายเราถูกหล่อเลี้ยงในโหลยักษ์ให้อิ่มหนำสำราญอยู่แล้ว ทว่าตอนนี้เรามี โรงยิม สนามกีฬา แหล่งบันเทิง สวนสาธารณะ แกลเลอร์รี่ คาสิโน คุก ภูมิประเทศอันหลากหลาย และอื่นๆอีกมากมาย โลกเสมือนของเราซับซ้อนขึ้นทุกที แม้ว่าในบางครั้งเราจะพยายามสรรค์สร้างให้ต่างออกไปจากของจริงเพื่อพิสูจน์ความศิวิไลซ์ของมนุษย์ และเป็นการเอาชนะธรรมชาติ แต่ที่สุดแล้วโลกของจิตที่เราสร้างก็หน้าตาเหมือนโลกตามธรรมชาติอยู่ดี
ถึงแม้ว่าเราจะไม่มีร่างสำหรับการดำรงชีวิต ดื่มกิน หรือสืบพันธุ์ มนุษย์ในยุคนี้ก็ยังมีดวงจิตที่สามารถท่องไปยังที่ใดๆก็ได้ในเครือข่ายไร้สายที่โยงใยกัน แล้ว ด้วยพลังแห่งจิตนั้นพวกเรายังสามารถอยู่ในรูปใดก็ได้ จะงดงามหรือน่าเกลียดก็ได้ เคลื่อนที่จากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่งเร็วตามแต่ใจนึกคิดก็ได้ หรือจะปลงสังเวชตนเองจนลบตัวเองออกไปจากระบบเสียเลยก็ยังมีให้เห็น พลังจิตของเราซึ่งอยู่ในรูปของคลื่นพลังงานล้วนสัมพันธ์กับการสร้างชุด โปรแกรมเพื่อจำลองวิถีชีวิตตามรูปแบบดั้งเดิมของมนุษย์ เพื่อที่จะไม่ให้หลงลืมในยามที่เราสามารถหวนกลับไปใช้ชีวิตบนผิวโลกได้
ข้อดีของโลกเสมือนก็คือ เราสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงมันได้ตลอดเวลา และ“ในที่สุดเราก็จะได้เข้าใกล้สิ่งที่เรียกว่า ยูโทเปีย เสียที
3.
ณ ตอนนี้ ผมยืนอยู่บนยอดหอคอยที่มีชื่อเรียกว่าหอคอยงาช้าง เป็นจุดที่สามารถสลับขั้วจิตออกไปมองโลกแห่งความเป็นจริงได้ อยู่กลางยูโทเปียที่เจ็ด เป็นเมืองที่ทันสมัยที่สุดของโลก เป็นเมืองที่ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยสถาปนิกที่มีพลังจิตและมันสมองเป็นเลิศ คนที่นี่พูดจาไพเราะ พยายามโกหกให้น้อยที่สุด เนื้อตัวก็สะอาดอยู่เสมอ ทว่ามันก็น่าขำอยู่ในที หากจะพูดเพราะตลอดเวลา ความจริงใจมันก็หายไปเสียครึ่งหนึ่งแล้ว ยิ่งเวลาสบถ หรืออุทานอย่างหยาบคายไม่ได้ สรุปแล้วมนุษย์ในเมืองนี้ก็ไม่ต่างจากมนุษย์โบราณสักเท่าใด
บนยอดหอคอยงาช้างไม่ค่อยมีคน ประชากรส่วนใหญ่ชอบอยู่ตรงชั้นกลางๆและจัดงานรื่นเริงตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเพื่อที่จะลืมอะไรบางอย่าง ผมมาที่นี่ไม่บ่อยนักและก็ไม่ได้ต่างจากพวกเขาสักเท่าไหร่ ผมแต่งตัวดี หน้าตาหล่อเหลา กายมีกลิ่นหอมและใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อเหมือนอยู่ในฝัน ผมเคยย้ายจิตลงไปสำรวจชั้นใต้ผิวโลก เพื่อสำรวจร่างในโหล และสำนึกว่าจริงๆแล้วเรานี่ช่างหน้าตาทุเรศเหลือใจ ผมไม่ได้ลงไปอีกเลยจนกระทั่งบัดนี้
แสงอาทิตย์ยามบ่ายทอดลงบนกลุ่มหมอกควันข้างนอกนั่น เงาของผมทอดยาวลงบนพื้น ผู้สร้างโลกนี้ช่างคิดจริงหนอ ที่ยังไม่ลืมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแสงและเงา หรืออาจเป็นเพราะนั่นคือจุดแรกเริ่มของสรรพสิ่ง...แสง และ เงา...
ภาพโฮโลแกรมของชายอีกคนหนึ่งค่อยๆปรากฏขึ้นข้างกายผม เหมือนว่าเขาจะย้ายจิตมาอย่างฉับพลัน เงาของเขาทอดยาวเคียงข้างเงาของผม
4.
“สวัสดียามบ่าย” เขากล่าว มือหนึ่งถือแก้วไวน์แดงส่งกลิ่นแบบของมึนเมา ใบหน้าอ่อนเยาว์นั้นยังหล่อเหลา
“สวัสดี” ผมกล่าวตอบ จำได้ว่าเคยเจอเขาครั้งหนึ่งในงานปาร์ตี้ เป็นคนประเภทชอบสังคม ดื่มหนัก และจะเสพแต่เหล้าที่มีฟังชั่นทำให้เมาอยู่เสมอ
“กำลังมองโลกของเราอยู่หรือ”
ผมยิ้มตรงมุมปาก“...ด้วยความเวทนา”
“แต่บางครั้งมันก็ดูสวยดีนะ” เขาว่า
ผมเชิดคางขึ้นอย่างสุภาพบุรุษผู้เปี่ยมด้วยศักดิ์ศรี มองควันพิษพวกนั้นกับซากอารยธรรมที่โผล่พ้นม่านหมอกขึ้นมาเป็นหย่อมๆสีดำ แล้วเงียบไปครู่หนึ่ง
“นั่นสินะ ความงดงามนั้นแล้วแต่คนมอง”
เขายักไหล่ราวกับไม่ใส่ใจ “ไปสนุกด้วยกันหน่อยเถอะ การเหม่อมองโลกที่สูญสิ้นไปแล้วมันช่างน่าเศร้า”
ผมหัวเราะเบาๆ “พวกเรายังมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกเป็นพันปี ขอผมอยู่ตรงนี้อีกสักพัก
ใบหน้าของชายผู้ชื่นชอบของมึนเมาไม่มีรอยยิ้ม เขาเม้มปากแน่น บางทีการอยู่เยี่ยงเทวดาเป็นเวลานานๆก็ทำให้เราอึดอัดใจยามที่บางสิ่งไม่ เป็นดังประสงค์
เขายกมือที่อถือแก้วไวน์ขึ้นผายออกตรงหน้า ราวกับจิตรกรที่กำลังวาดภาพ “นี่แน่ะ คุณ เคยรู้มาก่อนมั้ยว่าคุณก็สามารถสร้างเมืองของคุณเองได้ด้วยจิต และหากเชี่ยวชาญพอก็สามารถสร้างมิติอื่นขึ้นมาได้ ที่ๆคุณอาจได้เป็นราชา หรือเป็นแม้กระทั่งเป็นพระเจ้า ลองนึกถึงตัวเองตอนที่ได้ยืนค้ำหัวคนอื่นๆดูสิ” เขาหลับตาลงเพื่อซึมซับจิตนาการนั้นไว้ทั้งหมด “คงรู้สึกดีพิลึก”
“ทราบอยู่” ผมหัวเราะอีกครั้ง ทั้งที่ผมก็ไม่ใช่คนอารมณ์ขันอะไรมากมาย ออกจะเงียบๆเสียด้วยซ้ำ “แต่ผมคงไม่เก่งกาจพอ อีกอย่าง การสร้างมิติขึ้นมาใหม่นั้นเป็นสิ่งต้องห้ามอย่างแน่นอน”
“หากไม่มีใครรู้ก็ไม่ผิด นั่นคือคติของผม” เขาพูดอย่างคะนองด้วยพลังแห่งวัยหนุ่ม
ผมนิ่งเงียบไม่พูดอะไร แต่เขาก็คิดไปว่าผมกำลังตั้งใจฟังอยู่
“บางทียูโทเปียก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด แม้ใครจะว่าดีที่สุดแต่ลึกๆในใจบางคนก็มักจะคิดว่าขาดอะไรบางอย่างไป”
อย่างน้อยชายผู้นี้ดูเหมือนจะยังเชื่อมต่อกับโลกแห่งความเป็นจริงอยู่บ้าง
ผมเอ่ย “เท่าที่รู้มา... เรามีเมืองที่ชื่อยูโทเปียมาเจ็ดแห่งแล้ว นับแต่แรกสร้างโลกของจิต สร้างขึ้นใหม่ ซ้ำแล้วซ้ำเลาถูกต้องแล้ว ไม่มียูโทเปียใดดีพอ”
“ผมฝันที่จะสร้างเมือง หรือบางทีอาจจะสร้างมิติ คุณล่ะ...เคยฝันถึงมันบ้างไหม”
ผมตอบอย่างคมคายพร้อมรอยยิ้มน้อยๆอันจืดชืด“มีใครเล่าที่ไม่เคย โลกที่ตนเองเป็นดังพระเจ้า มันช่างหวานหอม”
เราเงียบกันไป คู่สนทนาที่ปรากฏกายขึ้นอย่างปริศนาเหม่อมองออกไปนอกโดม เขากระทำเช่นนั้นอยู่นานโดยที่คิดอะไรอยู่ก็มิอาจทราบได้ ผมก้มลงมองนาฬิกาพกแบบอนาลอกซึ่งเป็นสไตล์ของผมและเห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้ว ผมจึงกล่าวลาสั้นๆ และหายไปจากที่ตรงนั้น ปล่อยให้เหลือเพียงเงาๆเดียวที่ทาบทับพื้นพรม
5.
พระอาทิตย์สีแดงก่ำกำลังจะลับขอบฟ้าที่เต็มไปด้วยพรมสีขาวขุ่น ไอก๊าซพวยพุ่งขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศแล้วตกลงสู่พื้นโลก พร้อมกันนั้น ไอลูกใหม่ก็โผโผนขึ้นไปแตกกระเซ็นในอากาศ แสงยามค่ำจากดาวฤกษ์ที่แก่ชราได้ย้อมกลุ่มก๊าซดูร้อนรุ่มราวเปลวไฟ โลกสีแดงฉานแลดูเหมือนนรกที่พลุ้งพล่าน และนั่นก็เป็นตอนที่ชายคนเดียวกับเมื่อหลายวันก่อนปรากฏตัวขึ้นข้างๆผม
“สวัสดียามเย็น” ผมกล่าว
“สวัสดีท่านสุภาพบุรุษ” เขากล่าวตอบ วันนี้เขาไม่ได้ถือแก้วไวน์ แต่กลับถือเครื่องบินกระดาษมาลำหนึ่ง
“ผมจำไม่ได้แล้วว่าคราวที่แล้วเราสนทนากันถึงเรื่องใด อาจะเป็นเรื่องความจริงของยูโทเปียกระมัง”
“เนื้อหาเกี่ยวกับความจริงที่ว่าเราไม่มีทางไปถึง ถูกต้องแล้ว”
เขากระแอมเสียงดัง “กระผมขอแย้ง”
ผมขมวดคิ้ว“ท่านจะแย้งว่าอย่างไรหรือ”
เขายืนตรงแหนวอย่างวาทยากร ยื่นเครื่องบินกระดาษออกมาข้างหน้าแล้วสะบัดคลี่ออกเหมือนผ้าเช็ดหน้าที่พรมน้ำหอม ผมมีสีหน้าเครียดขมึงขึ้นมาเมื่อเสียงกรอบแกรบและรูปทรงของมันทำให้ผมรำลึกถึงความทรงจำน่าเจ็บปวด
“รหัสนี้คือช่องทางไปสู่ดินแดนที่มิได้ถูกเรียกว่ายูโทเปีย ทว่าถูกเรียกว่าดินแดนอันเป็นนิรันดร์" เขากล่าวด้วยรอยยิ้มกว้าง "เป็นยูโทเปียหมายเลขศูนย์ กล่าวกันว่าสมบูรณ์ที่สุด” เขาชูรหัสตัวเลขสี่หลักซึ่งเขียนหวัดๆอยู่บนกระดาษซึ่งเต็มไปด้วยรอยพับ
“จริงหรือ” ผมเอ่ยเรียบๆ รหัสนั้นเป็นตำนานเล่าขานต่อๆกันมา คนส่วนใหญ่ที่ไปไม่มีใครกลับมาเล่าให้ฟังว่าที่นั่นเป็นอย่างไร
“คุณมีคนรักอยู่รึเปล่า” เขาถาม
“ครั้งหนึ่งเคยมี แต่แม้จะจากกัน เธอยังคงอยู่ในความทรงจำ บางคราวก็ทรมาน บางคราวก็อบอุ่นหัวใจ”
“ผมมีคนรัก เราจะไปด้วยกัน จะไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กันที่นั่น” ชายหนุ่มพูดด้วยใบหน้าชวนฝัน อันนับว่าล้ำค่ายิ่งนัก สำหรับคนที่หมดไฟไปแล้วเช่นผม
ผมกดกลั้นคำพูดและมองเขาด้วยสายตาเศร้าสร้อย เอ่ยตอบไปอย่างสั้นๆ และเรียบง่าย
“หากนั่นคือสิ่งที่ท่านปรารถนา ขอให้ท่านโชคดี”
6.
หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้พบเขาผู้นั้นอีก ชายผู้นั้นหายสาบสูญไป เป็นเวลานานหลายสิบปีกว่าที่ผมจะกลับมายืนอยู่บนยอดหอคอยงาช้าง และเขาปรากฏกายขึ้นมาอีกครั้ง
คราวนี้ทัศนียภาพด้านนอกโดมกระจกเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย ผ่านหมู่เมฆหนาทึบที่ปกคลุมโลก เราเริ่มจะเห็นสีฟ้าขึ้นมาบ้างแล้ว แม้จะเป็นสีฟ้าหม่นๆก็ตาม บางคราวก็มีฝนหรือหิมะตกลงมา แต่คงใช้เวลาอีกเนิ่นนานกว่าเราจะสามารถออกไปได้
เขากล่าวทักทายก่อนอย่างเคย
“สวัสดียามเช้า”
“สวัสดี”
“โลกของเราดูดีขึ้นมากอีกไม่นานสินะคงได้ออกไป” เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“อืม” ผมพยักหน้าตอบ สีหน้าไร้อารมณ์ วันนี้อารมณ์ของผมค่อนข้างจะขุ่นมัว จึงโพล่งใส่เขาไปอย่างร้ายกาจ “คุณกลับมาเยี่ยมยูโทเปียหมายเลขเจ็ดทำไมหรือ ดินแดนอันเป็นนิรันดร์มีอะไรบกพร่องงั้นหรือ”
เขาเงียบไปสองสามวินาที “เปล่า...ทุกอย่างเป็นไปได้สวย สมบูรณ์แบบ เพียงแต่ว่า...”
“สมบูรณ์แบบเกินไป? ต้องการจะใช้เหตุผลนั้นรึ?” ผมพูดสวนขึ้นมาทันควัน
ชายหนุ่มพยักหน้าช้าๆ “อาจจะเป็นอย่างนั้น”
ผมกล่าวต่อ “ความสมบูรณ์มีอีกนามหนึ่งคือทางตัน เมื่อสุดทางตันแล้วก็จะไร้ซึ่งการสร้างสรรค์ แน่นอนว่าคุณจะเบื่อในเวลาไม่ช้า”
“เปล่าหรอก ผมไม่ได้เบื่อ” เขาก้มลงมองปลายรองเท้าหนัง ขัดมันปลาบ “แค่มีบางอย่างขาดหายไป”
ผมเชิดคางขึ้นอย่างสุภาพบุรุษผู้มีเกียรติ “คนที่คุณรักทิ้งคุณไปสินะ”
“........”
ช่างเป็นความคิดที่ผิดเหลือเกิน ทันทีที่กล่าวถ้อยคำอันโหดร้ายทารุณจบ ก็เกิดความเงียบอันน่าอึดอัดเป็นเวลาร่วมเกือบนาที เขายังไม่เงยหน้าจากรองเท้า แต่ก็สังเกตได้ว่าน้ำตาของชายผู้นั้นหยดลงบนพื้น
“เปล่า เราแค่ไม่ได้เกิดมาเพื่อกันและกัน เป็นเพียงการตัดสินใจที่ผิดพลาด”
“ไม่มีใครเกิดมาเพื่อกันและกันหรอก พ่อหนุ่ม”
และทันใดเขาตะโกนใส่ผม มือทั้งสองข้างป่ายปัดอย่างเกรี้ยวกราด “ไม่! เราสองคนควรจะเป็นเช่นนั้น เพียงแต่เราคาดการณ์ผิด” ชายหนุ่มทรุดกายลงคุกเข่ากับพื้น ใช้กำปั้นทุบกับพื้น ยามที่เขาเงยหน้าขึ้นมองโลกของเรา แสงอาทิตย์นั่นกระทบหยาดน้ำตาเป็นประกาย
“ผมคิดว่าเธอคงออกตามหาคนที่ดีพร้อมกว่าคุณ มันเป็นเช่นนั้นเสมอ” ผมกล่าวอย่างไร้อารมณ์
“เปล่า เธอแค่ต้องการอิสระเสรี ผมผูกมัดและเรียกร้องมากเกินไป” ลำคอของเขาแห้งผาก แต่ผมยังยิงคำถามที่เลือดเย็น ราวกับว่าผมคือเพชฆาตที่รับหน้าที่มาสังหารชายผู้นี้
“สรุปแล้วดินแดนอันเป็นนิรันดร์มีจริงหรือไม่?”
ชายหนุ่มผู้น่าสงสารมองหน้าผมด้วยดวงตาอันเจ็บปวดเหลือคณาก่อนจะตอบว่า
“ไม่...มันไม่มีจริง”
ผมหยิบนาฬิกาพกเรือนนั้นออกมาจากกระเป๋าเสื้อนอก แล้วเปิดหน้าปัดกระจกของมันออก ชายผู้สิ้นหวังค่อยๆกลายเป็นกลุ่มควันลอยเอื่อยๆกลางอากาศ เป็นเช่นนั้นราวสามวินาทีโดยที่ผมไม่มีอาการประหลาดใจแม้แต่น้อย ควันกลุ่มนั้นถูกสูบลงไปในนาฬิกา เขาได้หายไปจากสารบบของโลกมนุษย์ จะมีใครได้ยินเรื่องของเขาอีก ชายผู้ไม่เชื่อในยูโทเปีย เขาเพียงผู้เดียวเท่านั้น อดีตของผมเพียงผู้เดียวเท่านั้น
ถึงแม้ว่าความสามารถในการเล่าเรื่องของผมจะน่าเศร้า และเรื่องๆนี้ก็ช่างน่าเบื่อและไร้อรรถรสอย่างยิ่ง แต่ผมก็ไม่ลืมที่จะใส่ตอนหักมุมเข้าไปด้วย ความจริงแล้วบุรุษปริศที่มักจะปรากฏกายขึ้นที่หอคอยงาช้างนั้นไม่เคยมีตัวตนอยู่จริง ไม่มีร่างอยู่ในโหลแก้ว ไม่เคยไปยูโทเปียหมายเลขศูนย์
แท้จริงแล้วเขาคือความผิดพลาดจากจิตใต้สำนึกของผม คล้ายกับบั๊กในโปรแกรม หรือรอยขีดบนแผ่นเสียง ชายผู้นี้กำเนิดขึ้นจากอดีตอันเจ็บปวด มีตัวตนอยู่ในมโนภาพและความคิด ประพฤติตนเยี่ยงภาพยนตร์ที่ชายวนไปมา ตัวผมเองนั้นแล ที่ครั้งหนึ่งเคยไปยังยูโทเปียหมายเลขศูนย์และต้องพบกับจุดจบของศรัทธาและความรัก
ผมตระหนักว่ายูโทเปีย มิได้สมบูรณ์แบบในยามที่ใจของเรายังถวิลหาคนอีกคนเพื่อคอยเติมเต็ม ดวงใจที่เปี่ยมด้วยกิเลส และความเห็นแก่ตัว หลังจากกลับมาจากยูโทเปียหมายเลขศูนย์เพียงลำพัง ผมก็เริ่มต้นสร้างยูโทเปียขึ้นมาใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ให้กับมวลมนุษยชาติพลางร่ำไห้อยู่ภายใน โดยไม่กล้าป่าวประกาศให้ใครรู้ว่าผมทราบอยู่เต็มอกว่าโลกนั้นไม่มีวันกลับมาเป็นดังเดิม และพวกเราก็ต้องอยู่ในโหลจอมปลอมนี้ตราบดวงอาทิตย์อันเก่าแก่และจักรวาลผู้แสนชราจะสิ้นแสงของมัน...
7.
ชายผู้นั้นลืมตาขึ้นในโหลแก้ว ในขณะที่ตัวตนของเขาในโลกเสมือนกำลังหลับตา ดวงอาทิตย์สีแดงได้หายไปจากสายตา ในความเป็นจริงมีแต่ความมืด...มีแต่ความมืดเท่านั้นที่รายล้อมเขาอยู่ สำนึกบางอย่างได้ทอแสงสว่างอันน่าพิศดารขึ้นในจิตใจ เบื้องหลังแสงนั้นร่างของเขาในโลกเสมือนได้สูญหายไปตลอดกาล.......fin
๏ สุดจะหักใจบอกทั้งอยากบอก
แต่ใจก็ยังหลอกหัวใจได้
ชวนทะเลาะเยาะเย้ยตามเคยไป
ทิ้งขื่นขมตรมในให้เศร้านัก
แค่เห็นหน้าหน่อยเดียวเดี๋ยวเคียดขึ้ง
แหมทะลึ่งทะเล้นบ้าให้ด่าหนัก
ทุกรอยยิ้มยียวนชวนหลงรัก
พอปากทักออกไป "ไอ้สันดาน"
ใครก็รู้ดูออกบอกไม่ถูก
อยากพันผูกแต่ใจไม่กล้าหาญ
กลัวแสนกลัวกลัวช้ำเกินรำคาญ
กลัวหัวใจถูกผลาญถ้าพาลพัง
อยู่ตรงหน้าวางท่าทำปากแข็ง
ใจเต้นแรงเมื่อพ้นหน้ามาลับหลัง
รักไม่รักไม่เป็นไรใจประทัง
ไม่เห็นหน้าแค่คลั่ง-ช่างหัวมัน...
โกฏิดารา 12/11/2552
url เผื่อ link เสีย http://www.scribd.com/doc/22258229/Tu-book-club-s-pamphlet-2552-1-whY
หวาย... แก้ลำดับหน้าทั้งเล่ม แต่ดันลืมแก้ ลำดับปก...
ช่างมันเถอะเนอะ...
(ตอนแรกทำมาให้พับใส่กัน เลยเป็นแบบนี้)
ติดชม ได้ที่นี่เลย!!
ปล. มีใครรู้วิธีใส่ให้มันอ่านใน exteen นี้ได้มั้ง?
มาเข้าชุมนุมกันเถอะ!!!
จุลสาร ปากแข็ง
กำหนดส่งต้นฉบับ วันที่ 12 พฤศจิกายน 2552 เน้อ
(กำหนดการก่อนเลื่อน)
ฉบับนี้พี่ป๋อเป็น บก.
ส่งได้ที่ kappasai@hotmail.com
โพสลงบล็อกนี้
หรือที่เมลล์ชุมนุม
ประชุมภาคี วันที่ 14 พฤศจิกายน 2552
เจอกัน 12.30 น.
ที่หน้าโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ
ณ บ้านที่หักพังหลังนั้น
1.
ณ บ้านที่หักพังหลังนั้น
มีเสียงร้องไห้ดังออกมา
ของแม่
ของฉัน
ที่ปนๆกัน
ในห้องมืด
บนฟูกเดียวกัน
น้ำตาหยดลงภายในใจของน้องชาย
ทว่ามันดังสนั่นไปสามโลก
.
.
.
ตอนนี้ผู้หญิงคนนั้นเข้าโรงพยาบาลอีกแล้ว
แล้วพ่อก็รีบไป
ทำไมกันนะ
ทำไมคนๆนั้นถึงสำคัญเพียงนี้
กระเบื้องแผ่นหนึ่ง ที่ตรงนี้ที่พ่อเคยยืน
ตรงนี้ไม่มีพ่อแล้ว
เป็นเพียงกระเบื้อง...ในบ้านซึ่งหักพังลงมาเสียแล้ว
.
.
.
2.
ชีวิตคืออะไร?
ครั้งหนึ่งฉันเคยได้มา
แล้วใยจึงต้องสูญเสีย
ความสุขที่ได้มา
ชั่วพริบตามันกลับเป็นภาพลวงตาที่แกนในขมขื่น
ฉันกลัวเหลือเกิน
กลัวจนตัวสั่นหวั่นไหว
ยิ่งกว่ากลัวความตายในรูปแบบใดๆ...ฉันกลัวที่จะหายไปจากโลกนี้
ฉันอับอาย
กับหน้าตาที่เปลี่ยนไป ช่างอัปลักษ์เหลือแสน
ก้อนเนื้อสีดำงอกขึ้นมาบังดวงตาอันน่าภาคภูมิ
โลกที่ฉันเคยเห็นหดแคบลงไปทีละน้อย
เช่นเดียวกับหนอกยักษ์มันแผลบที่หลัง น้ำหนักมหาศาลทำให้ไม่อาจจะยืนตรงได้
และรอยตะปุ่มตะป่ำตามแขนขา ทำให้ต้องลงคลาน
3.
ตอนนี้ฉันเป็นใคร ฉันเกิดจากใคร
ครึ่งหนึ่งของฉัน
ค่อนหนึ่งของฉัน
จะยืนด้วยขาและปอดข้างเดียวได้อย่างไร
หัวใจของฉัน
ถูกฉีกกระชากและควักออกไป
ผู้ชายคนนั้นที่ฉันเคยรู้จักทำมันหล่นลงไปในทะเล
ทะเลนั้นกลายเป็นสีแดง น้ำสีฟ้ากลายเป็นสีแดง
ท้องฟ้ากลายเป็นสีแดง
ต้นหญ้ากลายเป็นสีแดง
ผืนดินชุ่มโชกและเหม็นคาว
เพราะคนที่ฉันรัก
คนที่ฉันเทิดทูนจนหมดหัวใจ
ทำให้โลกทั้งโลก
ย้อมไปด้วยเลือด
4.
ณ ลานเกลือสีขาว
ไร้จุดสิ้นสุด
เงาของฉันทอดอยู่ที่ใต้ฝ่าเท้า
ราวกับว่าไม่มีเงา
ราวกับว่าไร้ตัวตน
ฉันล้มกายที่ชุ่มเหงื่อลงหมอบให้กับพระเจ้า
ใช้หนอกสีดำสะท้อนภาพท้องฟ้าที่แดดจัดจ้าแผดเผา
ใช้ปลายเล็บทู่ๆเขียนเลขศูนย์ลงบนผลึกเกลือ
แล้วยิงตัวตาย
.
..
...
....
.....
......
5.
เช่นนี้ ฤๅ...
เช่นนี้ ฤๅ คือความสิ้นหวัง
ความฝัน
ศรัทธา
ความหวัง
อนาคตของฉัน
อดีตของฉัน
ปัจจุบันของฉัน...ดูราวกับจะเลือนหายไป
ลอดร่องมือไปสู่ความว่างเปล่า
ไร้ซึ่งจุดเริ่มต้น
ดังนั้นจึงไร้จุดจบ
และดังนั้นฉันจึงหายไป...
โดยไม่มีเพือนคนใดถามถึง
.
.
.
*นักเขียนบนดาวไม่มีใคร*
2:48 4/10/2552
tu-bookclub.exteen.com
ดวงดอกฟ้าอยู่ฟ้างามค่านัก จันทร์ ข้างแรม
ใครฤๅจักเด็ดดึงถึงเบื้องต่ำ
มิอาจเอ่ยเฉลยถ้อยแม้สักคำ
กลัวกระทบเจ้าช้ำชอกกลีบบาง
อยากสบตาแต่มิกล้าจับตาจ้อง
เพียงชำเลืองชะเง้อมองอยู่ห่างห่าง
มิหาญอาจร่วมเรียงคู่เคียงทาง
แต่พร้อมถางทางรับสำหรับเธอ
จงเด่นดวงเช่นนี้เถิดดอกฟ้า
ทรงคุณค่า – สมชาติอาจเผยอ
เศษกรวดทรายฤๅควรเพชรเม็ดเลิศเลอ
ผิจะเพ้อก็จะช้ำมิคู่ควร
พิมพ์ประทับเธอไว้ในใจนี้
มั่นฤดีภาพฝันครั้นยิ้มสรวล
ทั้งหัวร่อร่ำไห้ในกระบวน
รอยแย้มยวนยังคิดติดดวงมาน
เพียงแค่นี้เท่านั้นหรอกดอกฟ้า
วาสนาเพียงพบแล้วพรากผ่าน
เรามันชายต่ำชั้นขั้นสามานย์
เพียบพบพานเห็นเจ้าเกินพอแล้ว