by Jasmine Lala

 

ผมเห็นพวกหล่อนบ่อยขึ้นกว่าแต่ก่อน ในมุมมืดของซอยเปลี่ยว ในกระจกเงาเหนืออ่างล้างหน้าทุกเช้า บนเบาะหลังของรถ ใต้โต๊ะทำงานของผมเอง

 

หญิงสาวในชุดดำ...

 
 

                “ตอนนี้ให้คุณหลับตาลง นึกถึงภาพที่ทำให้ผ่อนคลายนะคะ

                                หายใจเข้าช้าๆ ผ่อนคลายนะคะ

                                                หายใจออก

                                หายใจเข้า

                                                หายใจออก...ช้าๆนะคะ

                                หายใจเข้า

                                                หายใจออก...

หมอจะนับนึ่งถึงสิบนะคะ หลังจากนี้คุณจะตกอยู่ในภวังค์ หลังจากตกอยู่ในภวังค์ หมอจะให้สัญญาณที่ไหล่เพื่อให้คุณตื่นจากภวังค์”

                เสียงเย็นใสของนักบำบัดเหมือนกับมีเวทมนต์ ผมตกลงไปในหลุมสีดำที่เงียบสงบ มีเพียงเสียงของหล่อนก้องอยู่ในหัว เป็นเสียงๆเดียวเท่านั้น

“ผ่อนคลายนะคะ พยายามนึกถึงภาพที่คุณต้องการนึกถึง”

“ผมเห็นโพรงในต้นไม้”

“ข้างในโพรงมีอะไรคะ”

“กระดาษหนังสือพิมพ์อุดอยู่ ผมเอามันออกมา เป็นหนังสือพิมพ์ฉบับวันที่ยี่สิบหา กันยาฯ...หลังหนังสือพิมพ์นั่น เป็นช่องเล็กๆเหมือนทางที่จะเข้าไปได้”

 

“ลองเข้าไปดูสิคะ”

 

“มันเป็นห้องว่างๆ...ไม่ใช่ เป็นห้องสำหรับทำงานศิลปะ มีผ้าใบบนขาตั้งที่มุมห้องกับหน้าต่างสามบาน ข้างนอกนั่น...”

“คุณเห็นอะไรคะ”

“ในหน้าต่างบานแรก ผมเห็น...ผู้หญิง ในชุดดำ...กระโปรงยาวสีดำ”

“ดีค่ะ เธอกำลังทำอะไรอยู่”

“เธอพูด...อะไรบางอย่าง”

                “เธอพูดอะไรคะ”

“ผม...ไม่ได้ยิน”

นักบำบัดแตะผมที่ไหล่ ภาพของคลีนิคค่อยๆปรากฏกลับมา ใบหน้าจิ้มลิ้มพร้อมป้ายชื่อที่หน้าอก “จิระพร พุ่มกวี” ดวงตาดำขลับมองมาทางผม จิระพรยิ้ม

“ดีมากสำหรับการเริ่มต้น พบกันคราวหน้าวันที่สิบเจ็ดนะคะ”

 

ผมขับรถกลับจากคลินิกนักบำบัดด้วยการสะกดจิต ไม่คิดว่าคุ้มเงินที่เสียไปเลยแม้แต่น้อย ไม่คิดด้วยซ้ำว่าการสะกดจิตตะช่วยให้นึกอะไรในอดีตออก แต่ผมก็จ่ายไปแล้ว ต้องไปให้มันเสร็จๆไป

อาม่านั่งถักนิตติ้งในห้องนั่งเล่น เครื่องดีวีดีเปิดแผ่นหนังงิ้วเสียงดังโช้งเช้ง

 

“ลื่อไปไหนมา ทำไมกลับซะเย็น”

“ไปหาหมอมาครับอาม่า” ผมตอบเรียบๆไปตามจริง

“หมออะไรเหรออาโซ้ยตี้”

“จิตแพทย์ครับ”

ไร้ซึ่งเสียงต่อว่าอันซ้ำซากมีเพียงเสียงกรีดแหลมของนางเอกงิ้วที่ทำลายความสงบในจิตใจของผม และสายตาที่จ้องเขม็งมา ผมทำเป็นไม่สนใจแล้วเดินไปยังห้องนอนของตน ใช้เวลาที่เหลืออยู่นอนหลับในความมืด

 

 

“ความทรงจำของคุณที่หายไปประมาณสามเดือนในช่วงเรียนมหาวิทยาลัยมีความเป็นไปได้ว่าจะกลับมานะคะ แต่หมอคิดว่าสิ่งที่สำคัญกว่าคือคุณจะทำใจรับมันได้รึเปล่า”

“ผมทนทรมานกับมันมาถึงสิบห้าปีแล้วครับ คงไม่มีอะไรแย่ไปกว่านี้หรอกครับ”

“แล้วญาติพี่น้องของคุณไม่มีใครยอมช่วยเหลือในเรื่องนี้เลยหรือคะ”

“ไม่ครับ คุณพ่อกับคุณแม่ทำเหมือนว่าจะปกป้องผมจากความทรงจำตอนนั้น แต่ความจริงแล้วมันทำให้ผมรู้สึกอึดอัดมากขึ้นไปอีก”

“แล้วคุณพ่อกับคุณแม่ของคุณทราบเรื่องที่คุณมาพบแพทย์ไหมคะ”

“ท่านทั้งสองเสียแล้วครับ”

“หมอเสียใจด้วยนะคะ” หญิงสาวเม้มปากแน่น

“เริ่มเลยเถอะครับ เผอิญว่าผมมีนัดผ่าตัดตอนสองทุ่ม”

 

ขั้นตอนเริ่มแบบเดิม ผมอยู่ในห้องเรียนศิลปะ ผมมองออกไปนอกหน้าต่างบานกลาง คราวนี้แทนที่จะเห็นผู้หญิงชุดดำ ผมกลับเห็นการ์ดใบหนึ่งตกอยู่

 “มันเป็นการ์ดวันวาเลนไทน์ครับ มีรูปหัวใจสีชมพูกับตุ๊กตาหมี” ผมบอกหมอหลังจากที่ปีนหน้าต่างออกไปหยิบมันขึ้นมา

“มันจ่าหน้าถึงใครหรือคะ”

“ยุวดีครับ”

                “คุ้นบ้างไหมคะ”

                “ไม่เลย”

                “สถานที่เปลี่ยนไปครับ”

“ที่ไหนหรือคะ”

“ผมกลับมาที่ห้องเรียนศิลปะ”

                “งั้นลองดูที่หน้าต่างบานที่สามซิคะ”

                “มันถูกปิดตายครับ”

                “ลองเปิดดูนะคะ” 

                ผมลองเอามือแตะที่บานไม้ฝุ่นเกรอะ แต่ความเจ็บปวดก็แล่นเข้ามาที่ขมับของผม จนต้องร้องดังลั่น ผมรู้สึกได้ถึงแรงบีบที่หัวไหล่ ใบหน้าตื่นตระหนกของจิตแพทย์สาวค่อยๆปรากฏขึ้น

                “เป็นอะไรรึเปล่าคะ”

                ผมยันกายขึ้นจากเก้าอี้ยาว มือเย็นเฉียบ เมื่อลองเอามือปาดที่หน้าผากดูก็พบว่าเหงื่อไหลออกมามากทีเดียว

                “ผมไม่เป็นไร...เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นครับ” ผมถามปากคอสั่น หมอวางมือที่ไหล่และมือของผมเป็นเชิงปลอบประโลม

                “คุณเข้าไปใกล้ความทรงจำส่วนที่หายไปมากเกินไปค่ะ...หมอแนะนำให้คุณหยุดการรักษาเพียงเท่านี้นะคะ”

                “ไม่ครับ อาทิตย์หน้าผมจะมาอีก และคุณต้องรักษาผมให้หาย” ผมตอบเสียงกร้าวก่อนจะผุนผลันออกจากคลินิกไป

  

                ตอนสองทุ่มครึ่ง ผมผ่าตัดเสริมจมูกให้เศรษฐีนีวัยหกสิบด้วยอาการเกือบจะเหม่อลอย เมื่อกลับถึงบ้าน ผมก็ไม่รีรอที่จะรื้อกล่องใส่ของเก่าๆออกมาดู

                มันซ่อนอยู่ลึกที่สุดในห้องเก็บของ ในกล่องเหล็กฝุ่นเขรอะ การ์ดวันวาเลนไทน์รูปหัวใจสีชมพูกับตุ๊กตาหมีเริ่มเป็นสีเหลืองตามขอบ ข้างในมีข้อความสั้นๆ

 “เรารักยุมาก และเราจะรักยุตลอดไป” 

                ข้อความนั้นเป็นลายมือของผมเอง และมันทำให้ผมรู้สึกเย็นสันหลังวาบ ผมค่อนข้างมั่นใจว่ายุหมายถึงยุวดีที่ผมเห็นระหว่างการสะกดจิต ความสัมพันธ์ลึกซึ้งของยุวดีกับผมนั้นลึกซึ้งเพียงใดกันแน่ สามเดือนนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง

  

                วันรุ่งขึ้นผมโทรไปเลื่อนนัดดูดไขมันของสาวโสดวัยสามสิบผู้สิ้นหวังก่อนจะบึ่งรถไปยังหอสมุด ผมจดวันที่ยี่สิบหา กันยายน ตามด้วยปีที่ผมสูญเสียความทรงจำเอาไว้ในกระดาษแผ่นเล็ก ราวกับกลัวว่ามันจะหายไป ทั้งที่มันคงไม่มีวันหายไป เพราะมันได้ประทับลงในหัวสมองของผมไปแล้ว

 

                ผมเลื่อนแผ่นไมโครฟิลม์ของหนังสือพิมพ์วันที่ยี่สิบห้า กันยายนของหนังสือพิมพ์หลายๆฉบับ ตรวจดูทุกหน้าทุกคอลั่ม มันไม่ง่ายเลย ผมเลื่อนมือเพื่อกดเปลี่ยนแผ่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะที่มือเย็นเฉียบ เหงื่อชุ่มแผ่นหลัง

 

เวลาผ่านไปห้าชั่วโมง กล้ามเนื้อไหล่ของผมปวดระบม ผมแทบจะเลิกล้มความตั้งใจ แต่ทันใดนั้นสิ่งที่ผมรอคอยก็ปรากฏขึ้นมา ข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ชื่อดังปรากฏภาพต้นไม้ใหญ่คล้ายกับในภาพระหว่างการสะกดจิต เจ้าหน้าที่ในชุดสีส้ม และตำรวจยืนล้อม ต้นไม้นั้นมีโพรงแต่ข้างในโพรงถูกทำให้เบลอ อาจเพื่อเซ็นเซอร์ ผมเลื่อนสายตาที่แทบจะถลนออกมานอกเบ้าลงมาที่รายละเอียดใต้ภาพ

 

 

 

“พบมัมมี่ของหญิงสาวถูกซุกซ่อนภายในโพรงไม้ในพื้นที่รกร้างที่ ตำบลคลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี นายกอบ ผู้พบศพให้การกับทางตำรวจว่ พบศพเมื่อเวลา 10.30น. วานนี้โดยบังเอิญขณะไปเก็บขยะเพื่อจะนำมาขาย โดยศพมาสภาพแห้งแข็งผิวหนังติดกับกระดูก มีเส้นผมและฟันอยู่ครบแต่ไม่ใส่เสื้อผ้า ขดตัวอยู่ในโพรงไม้เหมือนทารกในครรภ์ จากการสืบสวนพบว่าหญิงสาวมีนามว่า นางสาวยุวดี พุ่มกวี อาชีพครูสอนศิลปะในโรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่าเป็นคดีฆาตรกรรม”

                ชื่อยุวดีที่อยู่ในข่าวทำให้ผมถึงกับหมดเรี่ยวแรง ใครกันหนอที่ฆ่าหล่อนอย่างทารุณเช่นนี้ แต่ไม่แน่ อาจจะไม่ใช่ยุวดีคนเดียวกันก็ได้ ต้องพยายามคิดในแง่ดีเข้า

 

ลองใช้อินเตอร์เนตในห้องสมุดเพื่อสืบค้นภาพของยุวดี พุ่มกวี มีภาพหลายภาพปรากฏขึ้นมา เป็นภาพของหญิงสาวหน้าตาธรรมดาแต่มีเสน่ห์อย่างประหลาด ผมสีดำขลับเป็นคลื่นเคล้าเคลียดวงหน้าของเธอ ผมนิ่งตะลึง จ้องมองภาพของเธอเป็นนาน ภาพบางอย่างค่อยๆไหลผ่านเข้ามาในหัวของผม ภาพของยุวดีที่อยู่ในชุดกระโปรงสีดำยาว กำลังเอามือไขว้หลังเพื่อผูกโบว์ที่เอว ผมเดินเข้าไปหาและผูกให้เธออย่างอ่อนโยน น้ำตาของผมไหลออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว มันหยดลงบนแป้นพิมพ์เหมือนน้ำค้าง ขณะที่ดวงตาพร่าเลือนนั้น เหมือนผมจะเห็นเธอยืนอยู่อีกฝั่งของโต๊ะผ่านม่านของน้ำตา แต่ภาพนั้นก็สลายไปเมื่อผมปาดน้ำตา

 

ผมโซซัดโซเซออกจากหอสมุดด้วยอารมณ์ที่แกว่งไกวอย่างไร้สาเหตุ เมื่อผมขับรถไปบนถนนสายเปลี่ยวผมก็เริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้น หัวใจปวดร้าวไปถึงปลายนิ้ว ผมรู้สึก”รัก” อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มันบีบหัวใจจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ น้ำตาทำให้ทัศนวิสัยพร่ามัว

 

ผมหลุดพึมพำชื่อของเธอออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

“ยุ”

                “ยุ...”

   

“ยุ...ผมขอโทษ”

  

 

ทันใดนั้นร่างในชุดสีดำปรากฏตัวขึ้นกลางถนน ผมหักหลบทันทีจนกระทั่งเสียหลัก รถของผมหมุนควงกลางถนน รู้ตัวอีกทีกระโปรงรถของผมก็บุบู้บี้อยู่กับเสาไฟฟ้า ภาพเลือนๆของใครบางคนปรากฏบนเบาะหลัง หญิงสาวในชุดดำนั่งนิ่ง นั่นเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมเห็นก่อนที่ทุกๆอย่างจะมืดลง

 

ผมพื้นขึ้นมาอีกทีซากรถที่มีไฟลุกท่วม และผมอ่อนแรงเกินกว่าจะดิ้นรนออกไป หญิงสาวชุดดำผุดขึ้นมากมายจนทั่วไปทั้งถนน ต่างหยุดยืนนิ่งโดยหันหน้ามาทางซากรถ สติสัมปชัญะเริ่มจะเลือนรางเต็มทน ใครคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ ฝ่ามือเล็กๆแบบบางวางลงบนกระจกรถที่แตกไปแล้วส่วนหนึ่ง หล่อนยืนหน้าเข้ามาใกล้แล้วกระซิบที่หูของผมอย่างเยือกเย็น“พี่ยุวดีตายอย่างน่าเวทนา แต่ทำไมคุณถึงได้ยังเริงร่าแบบนี้ล่ะ ไม่ยุติธรรมเลย ไม่ยุติธรรมเลยจริงๆ คุณรักพี่ยุวดีมาก แต่ก็ไม่เห็นต้องฆ่า ถ้าจะฆ่าก็ต้องฆ่าฉัน ต้องรักฉันให้มากกว่านั้น รักฉันให้มากกว่านั้น...” 

 

ผมมองหญิงสาวเดินจากไปก่อนที่ไฟจะลามเลียไปทั่ว ควันและความร้อนจุกเข้าไปในปอด แต่ก่อนที่รถจะระเบิดเป็นจุน ใครบางคนก็ดึงผมออกจากตัวรถ...ผมรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด 

 

จิตแพทย์คนนั้นย้ายคลินิกหายไปอย่างไร้ร่องรอย และภาพของยุวดีในชุดดำที่ติดตามผมไปทุกๆที่ก็ไม่เคยลดจำนวนลงเลย ยุวดี...ยุวดีที่รัก เราได้อยู่ด้วยกันอีกครั้งแล้ว และเราจะไม่มีวันพรากจากกัน 

-จบ-

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ยุทธการ รุกฆาต

                เป็นเวลาเนิ่นนานมาแล้วที่กองทัพของเราถูกล้อมโดยกองทัพของข้าศึก  การรบครั้งนี้ดำเนินมาเนิ่นนานและข้าก็มิอาจทราบได้ว่ามันจะจบลงเมื่อใด และผลของมันจะลงเอยเช่นไร

                 การรบในช่วงแรกนั้น ข้ามีความมั่นใจว่าเราจักสามารถหักหาญโรมรันกับกองทัพของข้าศึกได้ ด้วยการใช้ทหารเลว(ทหารราบ)เข้าต่อตีกับข้าศึก โดยที่ข้าศึกก็ได้ส่งกองทหารเลวเข้าทำสงครามเช่นกัน การรบเป็นไปอย่างดุเดือด แต่กองทหารเลวของข้าสามารถบุกทะลวงผ่านแนวข้าศึกไปได้ หลังจากการรบครั้งนั้น ข้าได้ปูนบำเหน็จให้แก่ทหารผู้สามารถทะลวงแนวข้าศึกได้ทั้งหน่วย แต่ในการรบครั้งต่อมาเมื่อหน่วยทหารที่บุกทะลวงสำเร็จนั้นได้เคลื่อนที่ลึกเข้าไปในเขตแดนข้าศึก พวกเขากลับโดนกองทหารม้าของข้าศึกไล่ตีตลบจนมีชีวิตรอดกลับมาเพียงไม่กี่นาย และข้าศึกก็ได้ส่งทหารราบที่เหลือเข้ามายังเขตแดนของเรา การรบเพื่อป้องกันพื้นที่ครั้งนี้ รุนแรงสาหัสยิ่งนัก พื้นสมรภูมิเต็มไปด้วยซากศพของผู้วายชนม์ ก่อนที่แต่ละฝ่ายจะส่งคนมาเก็บศพของนักรบของตน

         

                   ข้าได้ให้คำสั่งแก่หน่วยทหารเลวที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดให้ป้องกันพื้นที่แต่ด้วยความร้ายกาจของข้าศึก พวกมันได้ส่งกองทหารม้ามาโจมตีพื้นที่ที่ทหารเลวของข้าป้องกันอยู่ ส่วนค่ายที่บริเวณริแม่น้ำก็ถูกกองเรือของข้าศึกทำลายย่อยยับและทหารเลวของเราสิ้นชีพทุกนาย  ในขณะนั้นข้ารู้สึโกรธแค้นข้าศึกเป็นอันมาก แต่ข้าก็มิทราบว่าควรทำเยี่ยงไร แต่นายเหนือหัวของข้าได้ชี้นำหนทางแก่ข้าทำให้ข้าทราบแล้วว่าควรทำเช่นไร

                  กองเรือข้าศึกได้จอดคอยอยู่ที่ริมน้ำในเวลากลางคืน ข้าได้ส่งกองทหารม้าของข้าลอบเข้าจู่โจมกองเรือของข้าศึกอย่างรวดเร็ว แผนการนี้ให้ผลเป็นที่น่าพอใจยิ่งนัก กองเรือข้าศึกถูกกองทหารม้าของข้าเผาทำลายวอดวายไปกว่าครึ่งก่อนที่กองเรือข้าศึกจะหนีไปได้  แต่ในขณะที่กองทหารม้าของข้าหำลังเดินทางกลับมาจากการรบ กองทหารม้าข้าศึกได้ลอบโจมตีจากด้านหลัง ทำให้กองทหารม้าของข้าถูกกำจัดหมดทุกนาย

                   ขณะนี้จิตใจของข้าเต็มไปด้วยความเศร้าและโกรธแค้น ข้าคิดว่านายเหนือหัวของข้าก็รู้สึกอย่างนั้นเช่นกัน  ไม่เพียงแต่ข้าและนายเหนือหัวเท่านั้นที่โศกเศร้ากับผลของการรบในครั้งนี้  ขวัญกำลังใจของทหารทุกนายทุกหมู่เหล่าลดลงไปมาก มีเสียงกระซิบและข่าวลือว่าความพ่ายแพ้กำลังจะมาเยือนกองทัพของเรา  แต่แล้วลางร้ายที่ว่าก็กำลังจะกลายเป็นจริง เมื่อข้าศึกได้ส่งกองทหารม้าเข้ามาเพื่อโจมตีค่ายใหญ่ของเรา เดชะบุญ ที่พื้นที่บริเวณนั้นมีกองเรือของเราตั้งมั่รรักษาการณ์อยู่ กองเรือของเราได้ยิงทำลายกองทหารม้าข้าศึกด้วยอาวุธทุกชิดที่มีอยู่บนเรือจนแตกพ่ายกลับไปได้สำเร็จ นี่ทำให้ขวัญกำลังใจของเหล่าทหารเพิ่มขึ้น

                      นายเหนือหัวได้สั่งการลงมาแก่ข้าอีกครั้งให้ทำการโจมตีสวนกลับซึ่งข้าก็ยินดีรับคำสั่งอย่างไม่กังขาใดๆเช่นเคย ข้าได้จัดกองกำลังโจมตีที่มีทั้งทหารม้า ทหารเลว และกองเรือ เกือบทั้งหมดในการเข้าตีข้าศึกขั้นแตกหัก แต่ทว่านี่อาจเป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดเท่าที่ข้าเคยทำมาก็เป็นได้ ด้วยกองกำลังที่เหนือกว่าและสถวนการณ์ตั้งรับ ข้าศึกทำลายกองกำลังโจมตีของเราพินาจสิ้น หลังจากนั้นไม่นานข้าศึกก็ยกทัพมาปิดล้อมค่ายใหญ่ของเรามาจนถึงเพลานี้  ด้วยทหารที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดกองทัพของเราคงมิอาจต้านทานข้าศึกเป็นแน่แท้ และถ้าหากเป็นเยี่ยงนี้ต่อไป ความอดอยากความลำเค็ญต้องบังเกิดแก่พวกเราทุกคนเป็นแน่แท้

                       ขณะนี้ ข้าได้เรียกรวมเหล่านายกองที่เหลืออยู่ นายเหนือหัวของเราในขณะนี้ดูคร่ำเครียดและเศร้าสร้อยยิ่งนัก ท่านได้ออกคำสั่งที่แทบจะไม่มีความเป็นไปได้ที่จะสำเร็จเลย นั่นคือ ตีฝ่าวงล้อมข้าศึกและสังหารแม่ทัพของข้าศึก แต่คำสั่งของนายเหนือหัวคือประกาศิตที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

     

                       แม้ว่าทหารทุกนายที่เรามีอยู่จะสู้อย่างเต็มฝีมือ แต่มันยังไม่เพียงพอ ข้ารู้สึกเจ็บปวดใจยิ่งนักที่ต้องทนเห็นเหล่าทหารของเราถูกสังหารไปต่อหน้าต่อตา ทั้งองครักษ์ของข้า ที่ปรึกษาของข้า ทั้งนายกอง ทหารคนสนิทของข้า หรือแม้กระทั่งทหารที่ข้าไม่รู้จักแม้แต่ชื่อของเขา จนกระทั่งเหลือแต่ข้าเพียงผู้เดียว

                        ข้าทราบแล้วว่าวาระสุดท้ายของข้าคงอยู่อีกไม่ไกล ข้าศึกได้ปิดทางหนีของข้าเกือบทุกทางแล้ว ข้ารู้สึกอิจฉาเหล่าทหารหาญผู้สิ้นชีพยิ่งนัก ที่พวกเขาไม่ต้องทนอยู่กับความอัปยศเช่นนี้ แต่ทันใดนั้นข้าเห็นบุรุษผู้หนึ่ง ข้าคิดว่าเขาคงเป็นนายเหนือหัวของฝ่ายข้าศึก เขาพูดกับนายเหนือหัวของข้าด้วยน้ำเสียงยียวนว่า

     

"เฮ้ย !! ยอมแพ้ซะทีเถอะ เหลือแค่ขุนตัวเดียวแล้ว จะได้เริ่มกระดานใหม่กันซะที"

.......................................

Esgaliper

ป.ล.ผิดพลาดประการใดก็ขออภัยนะครับ ผมมือใหม่หัดแต่ง

 

 

 

Kimi ni todoke

กระชับวงล้อม (ในหัวใจเธอ)

โกวินดา

 

ท่ามกลางกระแสอนิเมสาวน้อยโมเอ้ที่มีอยู่ดาษดื่นทุกวันนี้ น้อยนักที่จะมีอนิเมที่เกี่ยวกับชีวิตคนธรรมดา หรือที่ภาษาคนการ์ตูนเรียกว่า "สายปกติ"  ขึ้นมาโลดแล่นในกระแสได้ แต่ Kimi ni todoke (คิมิ นิ โทโดเคะ แปลว่าตรงๆ "ส่งให้ถึงเธอ") ผลงานโดย Karuho Shiiha คือการ์ตูนรูปลักษณ์ธรรมดาๆ แนวรักธรรมดาๆ ที่สามารถมายืนอยู่บนแท่นการ์ตูนฮิตของเกาะญี่ปุ่นได้อย่างภาคภูมิ และได้รับรางวัล Kodansha Manga Award สาขาการ์ตูนผู้หญิงยอดเยี่ยม ประจำปี 2008

 

เมื่อดูจากลายเส้นอย่างเผินๆ แล้ว Kimi no todoke ก็เป็นการ์ตูนตามรูปแบบการ์ตูนผู้หญิงที่มีเป้าหมายเป็นเด็กนักเรียนมัธยมปลายทั่วไป  เรื่องราวเปิดขึ้นในปีการศึกษาใหม่ของโรงเรียน ชีวิตของคนที่เตรียมจะก้าวผ่านจาก "วัยเด็ก" ไปสู่ "วัยหนุ่มสาว" กำลังเริ่มต้น

 

ตัวเอกของเรื่อง คุโรนุมะ ซาวาโกะ สาวน้อย ม.4  คติประจำใจ"ทำความดีวันละหนึ่งครั้ง" คือเด็กสาวจิตใจงาม มองโลกในแง่ดีตลอดเวลา แต่ด้วยนิสัยขี้อายไม่กล้าพูดกับใคร แสดงความรู้สึกไม่เก่ง และรูปลักษณ์ภายนอกที่ไปคล้ายคลึงกับ "ยามามุระ ซาดาโกะ" ตัวละครจากนิยายและหนังสยองขวัญเรื่อง The Ring ทำให้เธอไม่ค่อยมีเพื่อน เพื่อนๆก็ต่างเรียกเธอว่า "ซาดาโกะ" แทนที่จะเรียกชื่อจริง และซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น ยังมีคนบอกว่าซาวาโกะเห็นวิญญาณได้อีกต่างหาก แต่ซาวาโกะก็ใช้การมองโลกในแง่ดีของตัวเอง ผลักเรื่องทั้งให้เป็นเป็นเพียงแค่ความเคยชินในชีวิตประจำวันเสมอมา ไม่เคยเก็บมาคิดให้ตัวเองเสียใจ  

 

แต่แล้ว... ความเคยชินเก่าๆ ของเธอก็เปลี่ยนไปหมดสิ้น เมื่อเธอย้ายเข้ามาเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนใหม่ และได้พบกับเด็กหนุ่มชื่อ คาเซะฮายะ โชตะ

 

 

 

 

 

คาเซะฮายะ เปรียบเสมือนกับแสงสว่างด้านตรงข้ามของซาวาโกะ เขาร่าเริง อบอุ่น มีเพื่อนรอบล้อม ในขณะที่เธอเย็นชา มืดมน และเดียวดาย  ทั้งหมดทำให้ซาวะโกะยกย่องคาเซะฮายะ และตั้งเป้าหมายไว้ว่าสักวันจะกลายเป็นคนที่สดใสร่าเริงอย่างเขาให้ได้ คาเซะฮายะทำให้ทุกวันของซาวาโกะกลายเป็นการผจญภัยไปค้นพบสิ่งใหม่ๆที่ตัวเองไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต แม้จะเป็นเรื่องสามัญธรรมดาเช่นการไปกินข้าวกับเพื่อนหลังเลิกเรียน ทั้งสองคนต่างบ่มเพาะความสัมพันธ์ สร้างมิตรภาพกับเพื่อนใหม่ และแล้วความรู้สึกที่อยู่ในใจทั้งคู่ก็เริ่มพัฒนาขึ้นจาก "เพื่อนรัก" ไปสู่ "รักเพื่อน" เมื่อเรื่องราวดำเนินผ่านไป

 

แต่ทว่าความรู้สึกที่ซาวาโกะกับคาเซะฮายะมีให้กันมันคือความรู้สึกอย่างไรกันแน่นะ? คาเซะฮายะ "ชอบ" ซาวาโกะ ในขณะที่ซาวะโกะ "ชื่นชม" คาเซะฮายะ คาเซะฮายะไม่กล้าบอกความในใจกับซาวาโกะ เพราะรู้อยู่ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ชอบตนด้วยความรู้สึกรักใคร่ ส่วนซาวาโกะเอง แม้ในภายหลังจะเริ่มรู้สึกตัวว่าชอบคาเซะฮายะ แต่จะบอกรักเขาไปได้อย่างไรในเมื่อตัวเองก็ยังไม่แน่ใจเลยว่าความรู้สึกที่มีอยู่นี้เรียกว่า "ความรัก" ?  ท่ามกลางวงล้อมของความรู้สึกที่มีอยู่เป็นร้อยเป็นพันในใจนั้น จะทำอย่างไรถึงให้ "ความรัก" ส่งไปถึงใจของอีกฝ่ายได้?  เรื่องราวทั้งหมดนี้มีอยู่ใน Kimi ni todoke การ์ตูนรักคิดบวกธรรมดาๆ ที่ไม่ธรรมดา เรื่องนี้

 

                

 

คงไม่ใช่เรื่องเกินเลยหรือก้ำปั้นทุบดินนัก หากจะสรุปความว่าสาเหตุที่ Kimi ni todoke ครองใจผู้อ่านคือความธรรมดาของการ์ตูนเรื่องนี้นี่เอง การเอาแนวเรื่องแบบ slice of life หรือการยกเอาชีวิตประจำวัน เหตุการณ์ในชีวิตที่อาจเกิดได้กับคนทุกคนมาดำเนินเรื่อง ช่วยดึงผู้อ่านให้ย้อนนึกถึงประสบการร่วมที่ตัวเองเคยมีเหมือนตัวละคร ไม่ว่าจะเป็นการแอบรักเพื่อน, ทะเลาะกับเพื่อนเพราะเข้าใจผิดในเรื่องไม่เป็นเรื่อง เป็นต้น  หากใครที่ได้อ่าน คงมีบางครั้งที่เผลอคิดว่า "ใช่ ฉันก็เคยรู้สึกแบบนั้น" ขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว หรือพูดง่ายๆ ก็คือเนื้อเรื่องธรรมดาๆ ช่วยให้ผู้อ่าน "อิน" ได้ดีเหลือเกิน 

 

ตัวละครในเรื่องมีนิสัยต่างกันอย่างชัดเจนและมีการกระจายบทให้อย่างน่าสนใจ ไม่ใช่มีเพียงตัวละครเอกอย่างซาวาโกะหรือคาเซะฮายะเท่านั้นที่ผู้อ่านต้องคอยติดตามพวกเขา แต่ตัวละครอื่นๆ รอบๆ ซาวาโกะ ก็มีเรื่องให้น่าติดตาม จนผู้อ่านอดหลงรักตัวละครเหล่านั้นไม่ได้ แม้จะไม่ใช่พระเอกหรือนางเอกก็ตาม ตัวละครแต่ละตัวใน Kimi Ni Todoke เปรียบได้ดั่งความรักในหลายๆ รูปแบบ เช่น ความรักแบบผู้ใหญ่ระหว่าง ยาโนะ เพื่อนสาวเปรี้ยวของซาวาโกะกับแฟนที่เป็นนักศึกษา, ความรักของจิซึสาวห้าว ที่หลงรักพี่ชายของเพื่อนตัวเองอย่างหัวปักหัวปำ และความรักแบบรักเขาข้างเดียวของคุรุมิ คู่แข่งทางหัวใจของซาวาโกะ ซึ่งเมื่อผู้อ่านติดตามเรื่องของพวกเขาไปเรื่อยๆ ก็จะพบว่าพวกเขาต่างเติบโตทางด้านอารมณ์ความรู้สึกจากเล่มแรกๆ ไปมากทีเดียว รวมไปถึงคาแรคเตอร์ประกอบที่มีบทเพียงน้อยนิด แต่ออกมาทีไรก็พร้อมจะเรียกอมยิ้มให้กับผู้อ่านได้เสมอ อย่างคุณพ่อกับคุณแม่ของซาวาโกะ

 

ลายเส้นของเรื่องนี้ใช้ลายเส้นบางๆ อ่านง่ายสบายตา ไม่ได้ใช้เทคนิคอะไรมากนัก ซาวาโกะจะวาดให้สวยก็สวย จะวาดให้น่ากลัวก็น่ากลัวจริงๆ  คาเซะฮายะก็เป็นหนุ่มน้อยหน้าใสที่คงได้ใจผู้อ่านหญิงไปมากพอดู และที่ต้องขอชมผู้เขียนมากๆ คือการใช้ตัวละครย่อส่วนหรือ SD อย่างถูกที่ถูกเวลา มาช่วยให้การ์ตูนเรื่องนี้เพิ่มความ "น่ารัก" และเติมอารมณ์ขันมากขึ้น

 

สยามอินเตอร์คอมมิคส์ได้ซื้อลิขสิทธิ์ของเรื่องนี้มาในบ้านเราแล้ว ใช้ชื่อภาษาไทยว่า "ฝากใจไปถึงเธอ"  มาร่วมลุ้น ร่วมเชียร์ รักใสๆ ของคาเซะฮายะกับซาวาโกะที่ทุกแผงหนังสือกันเถอะ!

 

 

 

The Orphanage

posted on 10 Aug 2010 18:09 by tu-bookclub  in announcements

 

มาดูกันเยอะๆน้า ^^

 

ส่งงานนนนนน

คงเป็นคนสุดท้ายในเล่มที่ส่ง???

 

เราควรขยาย.....

 

 

 

 

 

 

 

 

งานรับเพื่อนใหม่ และงานเปิดโลกกิจกรรมของ ม.ธรรมศาสตร์

จะมีขึ้นในวันที่ 27-29 พฦษภาคม 2553 นี้นะคะ

ชาวธรรมศาสตร์ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง

 

 

 

สุขสันต์วันสงกรานต์ค่ะ

posted on 13 Apr 2010 22:38 by tu-bookclub

 

 

 

 

อย่ากด Ctrl+F5 นะเจ้าคะ!

 

 

 

 

 

 

[จุลสารรักเด็ก]หลงหลาน

posted on 26 Feb 2010 01:02 by tu-bookclub  in shortstories

1...

ผมไม่ได้กลับบ้านเกิดนาน กลับบ้านคราวนี้พบว่าตัวเองมีหลานสามคน

หลานคนแรกเป็นหลานสาวที่เกิดจากพี่ชายคนโต อายุสามขวบนิดๆ วัยกำลังซน แก้มกลมๆป่องๆ ผิวขาวใสยัจนเห็นเส้นเลือดฝอยบนหน้าตามสายเลือดตึ่งนั่งเกี้ย โดยปกติแล้วเคยคิดมาเสมอมาว่าตัวเองเป็นคนเกลียดเด็ก เวลาได้ยินเสียงเด็กเดินวิ่งไปมาจ้อกแจ้กจอแจจะรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจอย่างบอกไม่ถูก หนักเข้าถึงขั้นตวาดเอาจนทำให้เด็กร้องไห้งอแงไปก็บ่อย ทำเอาพวกพ่อๆแม่ๆที่เห็นผมตาขวางเวลามีเด็กเข้ามาใกล้ได้รี่เข้ามาอุ้มเด็กๆหนีไปจากไอ้หมาบ้าเกลียดเด็กอย่างผมอยู่เสมอ

เวลาพอถึงทีหลานสาวคนนี้ เธอไม่กลัวแฮะ

ถึงผมทำตาขวางดุแล้วดุอีก แม่หนูน้อยที่ชื่อเล่นแสนจะโหลเป็นกุรุสตามสมัยนิยมว่าน้องแพนเค้ก ก็ยังวนเวียนเข้ามาใกล้อยู่ไม่ถอย ทำเอาเส้นประสาทของผมตึงเครียดปุดๆๆๆๆๆ เกือบจะตวาดออกไปหลายครั้งว่าอย่ามายุ่งได้ไหม แต่เธอไม่กลัว.. แถมเข้ามาลูบขาผม ถามว่า อาเจ็ก(คุณอาผู้ชาย) เจ็บตรงไหนคะ อาเจ็กทำหน้าเหมือนป่ะป๊าแพนเค้กตอนไม่สบายเลย

โหย ไอ้อารมณ์หงุดหงิดงุ่นง่านอยากจะโวยวายมันหายสาบสูญ อันตรธานไปไหนไม่รู้พร้อมกับเสียงเป่าพิ้วๆ โอ๋ๆ ไม่เจ็บนะ ที่น้องแพนเค้กพยายามปลอบผมนั่นแหละ เหลือแต่อารมณ์ขันปนเอ็นดูหลานสาวตัวน้อยตรงหน้า โธ่ จะเป็นแพนเค้กตัวจริงก็ไม่ยอมแลกกับหลานสาวคนนี้หรอกนะ 

หลังจากพาเธอไปเลี้ยงไอศกรีมสเวนเซนส์ น้องแพนเค้กคนนี้ยังมีการสอนอีกว่า อาเจ็กขา อย่าเอาแก้วไอติมไว้ขอบโต๊ะสิคะ เดี๋ยวหล่นลงมาแตกนะ ป่ะป๊าสอนหนูไว้ โอ๊ย อะไรจะแสนรู้หูตั้งหางกระดิกแบบนี้ นี่ถ้าเป็นแมวตัวน้อยๆนะจะเอาแก้มแนบแล้วถูๆๆๆๆ หอมไปหอมมาเลย แต่นี่เป็นหลานสาว แถมหน้าตาผมก็ค่อนไปทางมหาโจร ขืนไปกอดลูบหอมแก้มหลานจะโดนสันติบาลตั้งข้อหาพรากผู้เยาว์ทำอนาจารโดยเจตนาไปเสียก่อน เลยได้แต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แล้วถ่ายรูปเก็บไว้ให้ชื่นใจ

หนำซ้ำตอนไปส่ง เธอยังโบกมือบ๊ายบายผม แล้วบอกอีกว่า ซียูทูมอโร่จุ๊บๆนะคะ อาเจ็ก ด้วย
ไม่อยากส่งกลับให้อาเฮียเลย อยากลักพาตัวเอาไปเลี้ยงไว้เอง...

ก็หลานผมน่ารักนี่!

2...

หลานคนที่สองเป็นหลานชายวัยสามเดือน ลูกของพี่สาวคนโต

ผมอุตส่าห์ดูฤกษ์ยามเปิดตำราตั้งชื่อให้เพราะตั้งมากมาย สุดท้ายแม่ของเค้าก็เลือกเอาชื่อเชยๆซะได้ เซ็ง!

เห็นทีหลานชายคนนี้โตขึ้นมาจะดื้อมิใช่น้อย เวลาออกไปเที่ยวนอกบ้านล่ะเงียบสงบนอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนรถเข็นหัวเราะเอิ้กอ้ากชอบใจ แต่พาพากลับบ้านมานอนนิ่งๆล่ะตั้งท่าร้องไห้เสียงดังไว้ล่วงหน้าแล้ว แถมยังชอบอ้อล้ออ้อแอ้กับสาวๆอีกตะหาก เจ้าชู้แต่เล็กเลยไอ้หลานชาย!

หละังจากจับพลัดจับผลูได้นอนเฝ้าหลานชายคนนี้ เพราะคุณพี่สาวเธอได้ทีทิ้งหลานไว้กับน้องออกไปทำฟัน แรกๆก็นอนเงียบดีอยู่หรอก แต่พออากาศร้อนเข้าหน่อยก็เริ่มงอแง ร้องไห้จ้า ทั้งปลอบทั้งอุ้มทั้งเอาขวดนมขวดน้ำยัดปากให้เงียบยังไงก็เอาไม่อยู่ หนักเข้าผมก็ได้ตาลีตาเหลือกวิ่งออกไปหาอากงของเจ้าหลาน(ลุงของผม)ให้ช่วยอุ้ม กล่อมไม่อยู่ต้องอุ้มแขนกว้่างๆพาเดินเที่ยวก่อนค่อยจะยอมหลับ ดูแลเด็กทารกนี่เหนื่อยจริงๆนะ คิดแล้วก็สงสารพ่อแม่เราชะมัด...

แต่อย่าให้เห็นตอนพ่อหนุ่มน้อยอารมณ์ดีเถอะ หัวเราะตาหวานตาใสเหมือนโลกทั้งใบจะย่อลงมาอยู่ในกำมือน้อยๆขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือของผมว่างั้นแหละ รอยยิ้มจากปากที่ฟันน้ำนมยังไม่ขึ้นน่ะสวยยิ่งกว่ารอยยิ้มของนายแบบคนไหนซะอีก ตอนนี้อายุถึงเกณฑ์พอบดกล้วยให้กินได้แล้วก็หม่ำกินเข้าไปแล้วก็ยิ้มได้อยู่เรื่อย โธ่เราก็ยิ้มตาม เจ้าหลานน้อยก็ยิ้มตอบ นั่งไปนั่งมาอ้อแอ้ๆคุยกันได้เป็นครึ่งวันไม่รู้ตัว

ก็หลานผมน่ารักนี่นา!

3...

หลานคนที่สามยังไม่รู้แน่ว่าเป็นเพศไหน ตอนนี้ยังอยู่ในท้องได้สี่เดือน แต่ออกมาก็ต้องน่ารักน่าชังแน่ๆล่ะ ก็หลานผมนี่

ดูๆไปแล้วก็อยากมีลูกเหมือนกันนะ แต่ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือ
ผมยังหาว่าที่แม่ของลูกไม่ได้เลย! 

....................................................

ณัฐวัฒน์ อยู่เย็นดี

เวยา

posted on 26 Feb 2010 00:33 by tu-bookclub  in poetry

บทกวีแด่... ดอกไม้น้อยในสวนใจของพี่ชาย-พี่สาวที่รัก

หอมวัยเยาว์... เจ้า'เวยา'
สะพรั่งมวลบุปผาในตาเจ้า
อวลแดดอุ่นกรุ่นเช้า
เกลาแก้มเนียน เขียนแก้มนวล

เจ้าคือ 'วิถี'
แห่งแสนล้านลายสีผีเสื้อสวน
โปรยสีสรรพ์ปันโลกอันโศกครวญ
ทุกกระบวนไร้เดียงสาและน่ารัก

ข้าหวนระลึก
วันกร่อนสึก... ผ่านล่วง หน่วงหนัก
คืนกรำเศร้า... ไร้ดาวพรายทายทัก
พบเพียงเพิงพักร้างกลางใจ

กาลเวลาเอย...
อย่าเลยอย่าเพิ่งรินไหล
ข้าปรารถนาฉวยคว้าไว้
วันวัยแสนงาม โอ เพียงความทรงจำ

แห่งวัยเยาว์เจ้า'เวยา'...
โลกตื่นลืมตาจากเคี่ยวคร่ำ
เพียงแย้มแก้มย้อยไร้รอยช้ำ
โอ เจ้างำ 'ความงาม' แห่ง 'ความจริง'

 

ชาย ชาลา 

ปล.คราวนี้น่าจะส่งทันนะ อิอิ