1.
 
               แสบตา
              "แม่ครับ วานปิดม่านให้ผมทีครับ" 
              ใครบางคนปิดม่านให้เขาด้วยจังหวะที่ไม่คุ้นเคย
              "...ขอบคุณครับ"
              แต่เขาก็พึมพำขอบคุณ


             เขาตื่นขึ่นราวครึ่งชั่วโมงให้หลัง เพราะถูกรบกวนจากความร้อนภายนอกหน้าต่าง มันบ่งบอกว่านี่เป็นเวลาสายโด่งแล้ว ควรจะตื่นได้แล้ว เด็กหนุ่มควานมือหาโทรศัพท์มือถือที่มักจะวางอยู่ข้างกาย เปิดฝาหน้าจอแล้วเขม้นดูนาฬืกาผ่านดวงตาหรี่ปรือ จอสีดำ

             ตายสนิท ไม่มีตัวเลขใดๆวิ่งขึ้นมา แบตเตอร์รี่เหมือนจะหมดไปแล้วเมื่อหลายชั่วโมงก่อน 
 
              อากาศร้อนแบบอากาศปกติของกรุงเทพฯ ห้องถูกย้อมเป็นสีเขียวอ่อนเพราะแสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านม่าน เขานั่งคุกเข่าบนเตียงสีขาวแล้วมองไปรอบๆ พบว่านี่ไม่ใช่ห้องนอนของตัวเอง

             เตียงที่เขานั่งอยู่เป็นเตียงสี่เสา ห่างออกไปมีโต๊ะเครื่องแป้งแบบโบราณกับพานใส่พวกเครื่องประดับ ถัดมามีหีบไม้ใบใหญ่กับตู้เสื้อผ้าที่เปิดแง้มอยู่ ผ้าลูกไม้กับผ้ายาวเป็นแถบๆไหลออกมากองบนพื้นไม้ปาร์เก้ต์
 
              เขาก้าวลงจากเตียง สำรวจร่างกายตัวเองและพบว่าเครื่องในยังอยู่ กระเป๋าเงินยังอยู่ โทรศัพท์ยังอยู่ กุญแจบ้านยังอยู่ เขาเดินตรงไปที่โต๊ะเครื่องแป้งราวคุ้นเคยกับห้องแนวย้อนยุคนี้ เงาของสะท้อนบนกระจกที่เริ่มจะขึ้นเป็นจุดๆสีดำ ปรากฏภาพเด็กหนุ่มรูปงามอายุราวสิบเจ็ดต้นๆผมดำมันขลับ ริมฝีปากบาง และลำคอขาวผ่อง  เด็กหนุ่มขมวดคิ้วแน่น หันคอขึ้นส่องกระจก 
  

            'รอยกัด...' 
             เขาแน่ใจเช่นนั้นในแวบแรกที่เห็นลำคอของตัวเอง ใช่แล้ว...เป็นรอยเขี้ยวจากปากเล็กๆสองรู ระยะระหว่างรูทั้งสองไม่ห่างกันนัก เป็นรอยกัดเพียงครั้งเดียวที่ไม่ลึกมาก บาดแผลดูเรียบร้อย เหมือนกัดอย่างไม่ลังเล

             เขาไม่ได้มีสีหน้าเป็นเดือดเป็นร้อนแต่อย่างใด สีหน้าของเขาเรียบเฉย แถมในใจยังอาจจะคิดเสียอีกว่า ทำไมไม่กัดเขาให้ตายไปเสียเลย เด็กหนุ่มล้วงกระเป๋ากางเกงแล้วหยิบหมากฝรั่งแผ่นเล็กๆขึ้นมาเคี้ยว รสเปปเปอร์มินท์ช่วยกลบรสเค็มประหลาดที่อยู่ในปาก เขาสังเกตว่าที่มุมปากมีคราบสีน้ำตาลติดอยู่ จึงดึงชายเสื้อเชิ้ตขึ้นมาเช็ด เผยให้เห็นหน้าท้องแบนราบสีขาวใสสะท้อนในกระจก
 
             เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นกลับมองตัวเองในกระจกเสยผมสองสามที จากนั้นจึงก้มลงหยิบบางอย่างในพานใส่ของที่กระจัดกระจายไปด้วยแหวนทอง ต่างหู น้ำอบในขวดแก้วปลายแหลม โหลใส่แป้งร่ำ และ เศษสตางค์ เขาหยิบเศษสตางค์ขึ้นมาดู เป็นสตางค์แดงที่มีรูตรงกลาง  เขากำลังส่องตาผ่านรูนั้นด้วยความสงสัยใคร่รู้ ขณะนั้น...ใครบางคนก็เข้ามาในห้อง 
 

             ความรู้สึกเย็นวาบก่อเกิดขึ้นที่แผ่นหลังก่อนจะไหลมาหาหน้าท้อง สัมผัสของมือเล็กๆขาวซีดคลอเคลียกำลังอยู่แถวสะดือ สัมผัสนั้นชำแรกผ่านเสื้อเชิ้ตสีขาวลงไปถึงเนื้อหนัง สตรีที่โอบเขาจากด้านหลังซุกใบหน้าลงกับแผ่นหลังของเขาแล้วสูดกลิ่นไอจนเกิดเสียงยาว
 
              "ตะวันยังไม่ตกดิน กลับไปนอนในโลงก่อนเถอะ" ผู้ที่ถูกโอบกอดกล่าวน้ำเสียงเย็นชา
 
              เธอกระชับอ้อมกอด เงาในกระจกสะท้อนภาพเด็กสาวที่ดูผิวเผินอายุอานามไล่เลี่ยกับเด็กหนุ่ม หล่อนสวมชุดลูกไม้แขนพองสีขาวและนุ่งผ้าม่วงสีดำ ผมเป็นมันขลับยาวประบ่า ริมฝีปากแดงจัดที่เผยอน้อยๆจัดวางอย่างพอเหมาะบนใบหน้าสะสวย เธอไล้นื้วไป

             บนรอยกัดบนลำคอของเด็กหนุ่ม สายตาแสดงความรักใคร่
 
              "ยังเจ็บอยู่ไหม"
 
              "ไม่แล้วล่ะ"
 
              "แต่ว่า" น้ำตาของเธอรื้นขึ้นมาบนขอบตาที่เป็นสีแดงจัด
 
              "เลิกทำตัวเหมือนเป็นแม่ซะที" เขาเอ่ยเสียงแข็ง 
 
              เด็กหนุ่มปัดมือของเธอออก "ผมจะกลับบ้าน" เขาเอ่ยพลางสะบัดตัวออกห่าง
 
              หญิงสาวยืนนิ่ง มองดูเขาเดินออกจากประตูห้อง ทุกอย่างเงียบสงัด มีเพียงเสียงปิดประตูดังด้วยโทสะที่ทำลายความเงียบ
 
 
 
             เด็กหนุ่มก้าวฉับๆไปบนระเบียงภายในเรือนไม้ เขามองลงไปด้านล่าง ห้องรับแขกถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อย มีน้ำชาและบิสกิตอยู่บนโต๊ะกาแฟตามคำสั่งของเธอ ห่างออกไปเล็กน้อย"นายวาด" คนรับใช้ของเธอกำลังจรดแผ่นเสียงลงบนเครื่องเล่นแบบโบราณ มันบรรเลงเพลงคลาสสิกออกมา
 
             "คุณท่าน จะไปไหนหรือขอรับ" นายวาดเงยใบหน้าอันเต็มไปด้วยรอยยับย่นขึ้นมองเขา
 
             "ผมจะกลับบ้าน ขอยืมร่มหน่อย" 
 
             "ขอรับ" นายวาดรีบกุลีกุจอไปหาร่มมาให้เขา
 
             เด็กหนุ่มกางร่ม ภาวนาให้ตัวเองไม่เป็นเถ้าไปซะก่อนเมื่อออกไปกลางแดด เขาเห็นหล่อนไปยืนรอรับเขาที่โรงเรียนในตอนกลางวันหลายต่อหลายครั้ง เขาคิดว่าไม่น่าจะเป็นอะไรถ้าเขาในตอนนี้ออกแดด


             เขาเดินออกจากประตูบ้านพร้อมกับร่มสีดำ แสงแดดตอนกลางวันที่ว่าปกติก็ร้อนแรงอยู่แล้ว วันนี้มันยิ่งร้อนแรงราวกับมีเปลวเพลิงมาล้อมรอบ เขาหันกลับไปมองบ้าน มันกลายสภาพเป็นบ้านร้างผุพังไปในทันที เป็นเช่นนี้เสมอเมื่อมองจากด้านนอก
 
             เด็กหนุ่มเดินกลับบ้านซึ่งอยู่ถัดไปสองซอย ระหว่างทางเขาได้รอยไหม้แดดเป็นจ้ำแดงๆมาหลายรอย แทบนึกภาพไม่ออกเลยว่า หล่อนต้องทนทุกข์เป็นกี่เท่าของเขาเพียงเพื่อออกมาพบกันในตอนกลางวัน
 
             ไม่มีใครรออยู่ที่บ้าน แม่ของเขาเพิ่งกลับไปอเมริกาเมื่อวันก่อน ส่วนน้องสาวก็คงกลับไปอยู่หอพักเขากลับเข้าไปนอนในห้องนอนแคบๆของทาวน์เฮาส์ นอนแผ่ หน้าสู้เพดาน ดวงตาของเขาพลันเอ่อด้วยน้ำตา
 
  
2.
 
              มันเริ่มต้นในคืนหนึ่งเมื่อครึ่งปีก่อน เขาหลงเข้ามาในบ้านอย่างที่ไม่น่าเป็นไปได้ เด็กหนุ่มที่งวยงงสะกดเธอให้นิ่งงัน และสนทนากับเธอด้วยภาษาง่ายๆ 
  
              'ที่นี่ที่ไหน?'
              และ 
              'คุณเป็นใคร?'
 
              เมื่อได้คำตอบว่าที่นี่คือบ้านผีสิง และเธอเป็นผีดูดเลือด เขาก็ดูจะพอใจแล้วกลับออกไป แต่เขาก็กลับมาคืนแล้วคืนเล่า เด็กหนุ่มที่หงอยเหงาต้องการเพื่อนคุย และเธอก็คุยด้วยทั้งที่ภายในปรารถนาในรสเลือดที่ไม่ได้ลิ้มรสมานานแสนนาน
 
              เมื่อรู้ตัวอีกที จากอาการหลงรักเพียงแรกพบ กลับกลายเป็นความลุ่มหลงเกินพอดี เธอเริ่มติดตามเขาไปทุกที่ ไม่ใช่ด้วยกายหยาบ ก็ไปด้วยวิญญาณ ทั้งเวลาที่เขารู้ตัวและไม่รู้ตัว ไม่ว่ายามหลับ หรือ ยามตื่น ยอมออกจากบ้านในเวลากลางวัน ปลอมตัวเป็นคนธรรมดาเพื่อไปไหนต่อไหนด้วยกัน ยอมคลุกคลีกับมนุษย์ที่ครั้งหนึ่งเธอเคยมองว่าเป็นพวกไพร่ชั้นต่ำ
 
             ผ่านไปหนึ่งร้อยราตรีจากเพื่อนคุย ไม่นานก็แปรเปลี่ยนเป็นคนรัก เมื่อถึงเวลานั้นเธอยิ่งคลุ้มคลั่ง ยามที่สายตาทอดมองเห็นผิวกายอันแบบบางนั้น แทบจะหยุดตัวเองไม่ให้กระโจนใส่ไม่ได้
 
             ความรู้สึกนั้นระเบิดออกมาในคืนที่ผ่านมา มันเป็นคืนแห่งความปรารถนา เป็นคืนที่เธอกินเขาทั้งเป็น และใช้เล่ห์เพื่อให้ได้มาซึ่งวิญญาณอันอ่อนเยาว์ วินาทีที่ฝังเขี้ยว มันเหมือนมีเงาดำขึ้นมาห่อหุ้มทั้งเธอและเขาให้ตกอยู่ในคอก เธอเป็นเสือ เขาเป็นสุนัขตัวจ้อย เสือกัด และฉีกกระชากหมาน้อยเป็นชิ้นเล็กน้อย ก่อนจะกินเข้าไปทั้งหมด

             หลังจากมนุษย์คนนั้นเดินออกจากห้องไป เธอก็ทรุดกายลงกับพื้นและเริ่มต้นการร้องไห้อันยาวนานและทุกข์ระทม ร้องไห้ให้กับตัณหาอันโสมมและความโง่เขลาของตัวเอง ทั้งที่รู้ว่าความสัมพันธ์และความรักที่เขามีให้เธอนั้น มันช่างเจือจางและเปราะบาง...เธอแพ้แล้ว เด็กสาวร้องไห้จนน้ำตาเหือดแห้งแล้วจึงคลานขึ้นไปบนเตียง เพื่อเก็บกลิ่นไอของตัวเขาที่อาจหลงเหลืออยู่
 


 
 
  
3.
 
              ร่างแบบบางของเด็กสาวถูกปลุกให้ตื่นในเวลาที่ท้องฟ้าแต้มดาว เธอตื่นด้วยอ้อมกอดที่ห่อหุ้มไปด้วยเนื้ออุ่นๆผิดกับของเธอ 
 
              "ผมหิว" เขากระซิบที่ข้างหูเธอ
 
              "อือ" เธอตอบรับในลำคอ
 
              เขาขึ้นนั่งบนตัวเธอ ให้นิ้วมือที่เรียวยาวปลดเสื้อลูกไม้ที่ปิดถึงคอออกอย่างเร่งร้อน ก่อนจะก้มลงฝังเขี้ยวลงที่กระดูกไหปลาร้า เริ่มอย่างเชื่องช้าและยาวนาน เลือดข้นๆเย็นเฉียบไหลลงคอนั้นไม่น่าปรารถนา แต่เมื่อเลือดของเธอค่อยๆอุ่นขึ้น มันก็ปลุกสัญชาติญาณ

             ใหม่ของเขาให้เร่งดื่มกินอย่างตะกละตะกรามราวกับจะตายในนาทีถัดไป...
 
             เธอกระหวัดมือกอดเขาไว้แนบแน่นขณะที่เขากดร่างของเธอจนหัวจมหมอน ตัวจมฟูก เด็กสาวรู้สึกเหมือนตัวลอยขึ้นสูง และดึ่งลงต่ำสบับกัน มันวูบไหวราวกับว่าตนเองได้หลุดลอยไปอยู่อีกโลกหนึ่ง โลกที่ไร้ซึ่งความมืด โลกที่มีแต่แสงสว่าง 
 
              เธอไม่เหลืออะไรอีกแล้วในโลกใบนี้นอกจากมนุษย์คนนี้ที่กำลังส่องแสงให้กับโลกมืดที่ยาวนานนับร้อยๆปี เขาเปรียบดั่งแสงของเธอที่เธอจะไม่มีวันปล่อยไป เพียงแต่ทว่า...
 
             เด็กหนุ่มหยุดดื่มเลือด เขาโงหัวขึ้น หยดเลือดจากปากหยดลงกระทบแก้มของแวมไพร์
 
             "จากนี้ไปจะเป็นยังไง" เขาเอ่ยถามเธอด้วยเสียงที่สั่นครือและหวาดกลัว เป็นแววตาที่ถูกต้อนให้จนมุม
             "ฉัน...ก็ไม่รู้เหมือนกัน" ตอบเสียงแหบแห้ง ร่างกายเธอดูบอบบางเช่นเด็กสาวอายุสิบห้า แต่ดวงตาของเธอนั้นยากที่ผู้ใดจะหยั่งถึง
 
             เด็กหนุ่มก้มลงจุมพิตเธอทีหนึ่ง เป็นจุมพิตง่ายๆ ไร้ความหมายแน่ชัด จากนั้น...เขาชันกายขึ้นสูงเหนือเธอ เขาดึงมีดยาวออกมาจากใต้หมอนซึ่งซ่อนมาโดยตลอด จับมันกระชับมั่นในมือทั้งสองข้าง
 
              "มันกำลังจะจบเดี๋ยวนี้ ผมจะฆ่าคุณเอง" เขาเอ่ย ไม่ใช่ด้วยแรงเกลียด แต่เป็นอีกความรู้สึกที่ประหนึ่งจะทำลายให้หัวใจของทั้งสองแหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
 
              เด็กสาวไม่มีท่าทีต่อต้าน เธอจ้องหน้าคนเขาเงียบๆ พยายามจดจำใบหน้าของคนรักเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหลับตาลง ใต้เปลือกตานั้นเธอสัมผัสได้เพียงความมืดมิด เสียงร่ำไห้สะอึกสะอึ้นของผู้อันเป็นที่รัก และ ความสิ้นหวังอันคุ้นเคย


4.

             ...

             แสงแดดยามเช้าลอดเข้ามาทางหน้าต่างที่กระจกแตก แต่ห้องยังเป็นสีเขียวอ่อนละไมผ่านม่านเขียวที่เก่าขาด สภาพห้องเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ฝุ่นและหยากไย่เกาะหนาไปทั่วทุกที่ ราวกับไม่เคยถูกปัดกวาดมานานนับศตวรรษ กระจกของโต๊ะเครื่องแป้งก็แตก

ร้าว พานใส่สตางค์แดงและเครื่องแป้งเทคว่ำ โหลใส่แป้งร่ำว่างเปล่า บนเตียงสี่เสานั้น ร่างสองร่างกอดกกกันราวกับไม่เคยคิดที่จะแยกจาก

              ลำแสงระอุลอดผ่านม่านมากระทบเปลือกตาของเขา เด็กหนุ่มคนนั้นค่อยๆขยับกายลุกขึ้น ผมยุ่งเหยิง เสื้อเชิ้ตสีขาวเกรอะไปด้วยคราบสีน้ำตาล ร่างไร้ศีรษะของแวมไพร์ยังคงอยู่บนเตียง แต่เขาไม่ยอมหันกลับไปมอง เขาออกจากบ้านร้างหลังนั้นสู่แสงอาทิตย์อันจัดจ้า รู้สึกราวกับได้ปลดเปลื้องอะไรบางอย่างที่หนักหนา แต่ทว่าคราบเลือดก็ยังคงละเลงอยู่ในใจ  และแสงอาทิตย์ก็ช่างแสบร้อนเหลือเกิน


 
 .....the end

Jasmine Lala (*นักเขียนบนดาวไม่มีใคร*)

 

 

Comment

Comment:

Tweet

ชอบภาษาจัง นุ่มนวล มีจังหวะจะโคน อ่านแล้วเห็นภาพ

เหนือสิ่งอื่นใด... แวมไพร์สัญชาติไทย กรี๊ดดด

#2 By ๋JiP (203.131.211.132) on 2010-02-19 19:08

ใครเขียนล่ะโยม